หัวหน้าที่เก่งมาก อาจไม่ได้ทำให้ลูกน้องเก่งขึ้นเสมอไป
การมีหัวหน้าที่คิดเร็ว ตัดสินใจเก่ง และแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อาจทำให้ทีมสร้างผลงานได้ดีในวันนี้ แต่ถ้าความเก่งทั้งหมดกระจุกอยู่ที่หัวหน้า ทีมอาจไม่เคยได้พัฒนาความสามารถในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง เป้าหมายของการเป็นหัวหน้าจึงไม่ใช่แค่พาทีมทำงานให้สำเร็จ แต่ต้องทำให้วันหนึ่งทีมสามารถเดินต่อได้ แม้ไม่มีเราอยู่ด้วย

การมีหัวหน้าที่เก่งมาก ๆ ไม่ได้แปลว่าลูกน้องจะเก่งขึ้นตามไปด้วยเสมอไป
ฟังดูแปลก ๆ นะ เพราะเราส่วนใหญ่จะเชื่อว่า ถ้าได้ทำงานกับหัวหน้าที่เก่ง มีประสบการณ์สูง คิดเร็ว ตัดสินใจแม่นยำ และแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ลูกน้องก็น่าจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น
ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ
แต่สิ่งที่ผมสังเกตได้เหมือนกันคือ...
หัวหน้าที่เก่งมาก ๆ บางคน เผลอสร้างทีมที่ไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ และทำอะไรได้ไม่มาก ถ้าไม่มีหัวหน้าอยู่ด้วย
ทั้งที่ลูกน้องก็ไม่ได้เป็นคนไม่เก่งเลย บางคนมีศักยภาพสูงด้วย
แต่พอทำงานไปนาน ๆ ความสามารถที่มีไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้ จนเราเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่า...
ลูกน้องคนนี้เก่งจริง ๆ หรือเก่งเพราะมีหัวหน้าคอยคิดและตัดสินใจให้ตลอดเวลา
ความหวังดีของหัวหน้า อาจไม่ได้ให้ผลดีอย่างที่คิด
และผมก็ค่อนข้างเชื่อว่า ปัญหานี้ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจจะกดลูกน้องของหัวหน้า
หลายครั้งก็เริ่มจากความหวังดีของหัวหน้าด้วย
แต่ดันกลายเป็น...
ความหวังดี ที่ไม่ได้ผลดีอย่างที่คิดไว้ครับ
หัวหน้าเห็นว่าลูกน้องกำลังจะตัดสินใจผิด ก็รีบเข้าไปช่วย
เห็นว่างานยังไม่ดี ก็ลงไปแก้
เห็นว่าประชุมกับลูกค้าแล้วลูกน้องตอบไม่ชัด ก็รีบตอบแทน
หรือพอมีปัญหายาก ๆ ก็เลือกจัดการเอง เพราะรู้ว่าถ้าตัวเองทำเอง ยังไงก็เร็วกว่า โอกาสผิดพลาดก็น้อยกว่าแน่ ๆ
ในระยะสั้นก็ได้ผลจริง ๆ ครับ
งานออกมาดี
ลูกค้าพอใจ
ผู้บริหารมั่นใจ
และทีมก็ไม่ค่อยมีปัญหาใหญ่ให้ต้องตามแก้
แต่สิ่งที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวคือ...
ลูกน้องจะเริ่มเรียนรู้ว่า ถ้าเรื่องไหนสำคัญจริง ๆ เดี๋ยวหัวหน้าก็เข้ามาจัดการเอง
ถ้าเรื่องไหนต้องตัดสินใจ เดี๋ยวหัวหน้าก็มีคำตอบที่ดีกว่า
และถ้าคิดอะไรไปแล้วไม่ตรงกับที่หัวหน้าคิด สุดท้ายก็คงต้องกลับมาแก้ตามความเห็นของหัวหน้าอยู่ดี
พอเป็นแบบนี้บ่อย ๆ
คนที่เคยมีความคิดของตัวเองก็เริ่มเลือกที่จะรอ
คนที่เคยกล้าตัดสินใจก็เริ่มถามก่อนทุกครั้ง
และคนที่เคยอยากลองทำอะไรใหม่ ๆ ก็เริ่มคิดว่า...
“ทำตามที่หัวหน้าต้องการ น่าจะปลอดภัยกว่า”
และหัวหน้าเองนี่แหละที่จะเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
ทีมทำผลงานดี เพราะทีมเก่ง หรือเพราะหัวหน้าเก่ง?
บางครั้งหัวหน้าก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังสร้างปัญหา
เพราะเมื่อมองจากผลงาน ทุกอย่างก็ดูดี
ทีมส่งงานได้ตามเป้าหมาย
ลูกน้องทำงานตามที่มอบหมายได้
และหัวหน้าก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่งที่พาทีมรอดไปได้
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป เราจะพบว่า...
ความสำเร็จเกิดจากความสามารถของหัวหน้า มากกว่าความสามารถของทีม
หัวหน้าเป็นคนคิดแนวทางหลัก
หัวหน้าเป็นคนตัดสินใจเรื่องยาก ๆ
หัวหน้าเป็นคนจัดการความขัดแย้ง
หัวหน้าเป็นคนตอบคำถามผู้บริหาร
และหัวหน้าเป็นคนเข้าไปแก้สถานการณ์ เวลามีอะไรผิดพลาด
ส่วนลูกน้องมีหน้าที่ทำให้สิ่งที่หัวหน้าคิดเกิดขึ้นจริง
ผมไม่ได้มองว่าการทำตามแนวทางของหัวหน้าเป็นเรื่องผิด เพราะการทำงานเป็นทีมก็ต้องมีทิศทางร่วมกัน
แต่ถ้าคนในทีมทำได้ดีเฉพาะเวลาที่มีคนบอกว่าต้องทำอะไร และไม่สามารถคิดหรือตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
ผมว่าเราต้องเริ่มถามแล้วว่า...
เรากำลังสร้างทีมที่เก่งขึ้น หรือกำลังสร้างทีมที่เก่งในการทำตามหัวหน้ามากขึ้นกันแน่?
ถ้าหัวหน้ามีคำตอบที่ดีกว่าเสมอ ลูกน้องจะได้ฝึกคิดตอนไหน?
หัวหน้าที่เก่งมากบางคนอาจมีมาตรฐานในหัวสูง จนลูกน้องแทบไม่มีโอกาสทำอะไรได้ดีพอ
ไม่ใช่เพราะหัวหน้าตั้งใจจับผิด แต่เพราะมีประสบการณ์มากกว่า มองเห็นปัญหาได้เร็วกว่า และรู้ว่าถ้าทำอีกแบบหนึ่ง ผลลัพธ์น่าจะดีกว่า
พอลูกน้องเสนออะไรมา หัวหน้าก็มีวิธีที่ดีกว่าเสมอ
ลูกน้องทำงานเสร็จ หัวหน้าก็ยังเห็นจุดที่ต้องแก้
ลูกน้องตัดสินใจแล้ว หัวหน้าก็ยังมีเหตุผลว่าทำไมควรเลือกอีกทาง
บางครั้งหัวหน้าก็ถูกจริง ๆ
วิธีของหัวหน้าดีกว่าจริง ๆ
แต่คำถามคือ...
ถ้าเราต้องการให้ลูกน้องคิดได้ดีเท่ากับเราในอนาคต วันนี้เราจำเป็นต้องทำให้ทุกความคิดของเขาดีเท่ากับเราก่อนหรือเปล่า?
เพราะถ้าทุกครั้งที่ลูกน้องคิดต่าง แล้วจบลงด้วยการต้องกลับมาทำตามวิธีของหัวหน้า
เขาก็จะไม่ได้พัฒนาวิธีคิดของตัวเอง
แต่จะพัฒนา...
ความสามารถในการเดาใจหัวหน้าว่าต้องการอะไร
นี่คือกับดักของหัวหน้าที่เก่งหลายคน
ความเก่งที่ทำให้เราเติบโตมาจนถึงวันนี้ อาจไม่ใช่ความเก่งแบบเดียวกับที่ทำให้เราสร้างทีมที่แข็งแรงขึ้นในวันข้างหน้า
ตอนที่เรายังเป็นคนทำงาน ความสามารถในการคิดเร็ว แก้ปัญหาเก่ง ตัดสินใจได้ดี และทำงานดีกว่าคนอื่น อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราได้รับการยอมรับและเติบโตขึ้นมา
แต่พอเป็นหัวหน้า ความสามารถเหล่านั้นต้องถูกใช้ในอีกแบบ
ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่า...
“เรายังคิดได้ดีกว่าลูกน้อง”
แต่เพื่อ...
ช่วยให้ลูกน้องค่อย ๆ คิดและตัดสินใจได้ดีขึ้นด้วยตัวเอง
ไม่ได้หมายความว่าหัวหน้าต้องแกล้งไม่เก่ง หรือปล่อยให้ลูกน้องทำผิดทั้งที่รู้อยู่แล้วนะ
เรื่องไหนที่มีความเสี่ยงสูง กระทบลูกค้า หรือสร้างความเสียหายให้องค์กร หัวหน้าก็ต้องเข้าไปจัดการ
แต่เรื่องไหนที่ลูกน้องสามารถเรียนรู้จากการลองคิด ลองตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ได้
หัวหน้าก็ต้องยอมให้บางอย่าง...
ไม่ได้ออกมาตรงกับวิธีที่ตัวเองชอบทั้งหมด
ลูกน้องเองก็ต้องระวังไม่ให้ความเก่งของหัวหน้า กลายเป็นข้ออ้างให้เราไม่ต้องคิด
ลูกน้องเองก็มีส่วนในเรื่องนี้เหมือนกันครับ
การมีหัวหน้าที่เก่ง ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยจนเคยตัวได้เหมือนกัน
เวลามีปัญหาก็ถาม
เวลาต้องตัดสินใจก็รอ
เวลางานยาก ๆ ก็หวังว่าหัวหน้าจะเข้ามาช่วย
ซึ่งถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานได้ดีมากใต้ปีกของหัวหน้า
แต่ไม่เคยรู้เลยว่า...
ถ้าต้องรับผิดชอบงานนั้นด้วยตัวเองจริง ๆ เราจะทำได้แค่ไหน?
การทำงานกับคนที่เก่งกว่าเป็นโอกาสที่ดีครับ
แต่เราต้องระวังไม่ให้ความเก่งของเขา กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้เราไม่ต้องพยายามคิดเอง
เราต้องกล้าเสนอความเห็น ถึงจะรู้ว่าหัวหน้าอาจมีคำตอบที่ดีกว่า
ต้องกล้ารับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง
และต้องพยายามเรียนรู้ วิธีคิดของหัวหน้า
ไม่ใช่แค่จำว่า...
แต่ละครั้งหัวหน้าสั่งให้ทำอะไร
หัวหน้าต้องเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จของตัวเอง
สำหรับหัวหน้า ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนคำถามที่เราใช้วัดความสำเร็จของตัวเองครับ
ถ้าเราอยู่กับคำถามว่า...
“วันนี้เราช่วยทีมแก้ปัญหาอะไรไปบ้าง?”
ต้องถามเพิ่มไปอีกว่า...
“วันนี้มีปัญหาอะไรที่ทีมแก้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งเราแล้วบ้าง?”
จากที่เคยภูมิใจว่าลูกน้องทุกคนมาปรึกษาเรา
ต้องเริ่มภูมิใจ เมื่อบางเรื่องลูกน้องไม่จำเป็นต้องมาปรึกษาแล้ว
จากที่เคยเป็นคนให้คำตอบที่ดีที่สุดในห้องประชุม
ต้องเริ่มสร้างคนที่สามารถให้คำตอบที่ดีได้...
โดยไม่ต้องรอเราพูด
เรื่องนี้ยากสำหรับหัวหน้าที่เก่งมาก ๆ เหมือนกันนะ
หัวหน้าต้องยอมรับว่า ความสำคัญของตัวเองในงานบางเรื่องจะลดลง
และบางวันที่ลูกน้องเริ่มเก่งขึ้น เขาอาจไม่ได้ต้องการเราในแบบเดิมอีกต่อไป
แต่...
นี่แหละคือสัญญาณที่ดีของการเป็นหัวหน้าครับ
บางครั้งระบบขององค์กรเอง ก็ทำให้หัวหน้าต้องเก่งอยู่คนเดียว
สิ่งที่อยากให้ผู้บริหารและ HR กลับมาดูด้วยก็คือ บางครั้งระบบขององค์กรเองก็เป็นตัวทำให้หัวหน้าต้องเก่งอยู่คนเดียวครับ
เราบอกว่าอยากให้หัวหน้าพัฒนาคน
แต่เวลาประเมินผลงาน ก็ดูแค่ผลลัพธ์ของหน่วยงาน
เราชื่นชมหัวหน้าที่แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
แต่ไม่ค่อยถามว่า...
“ทำไมทุกปัญหาต้องรอคนคนนี้?”
เราให้ผลตอบแทนกับคนที่เป็นกำลังหลักขององค์กร
แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไหร่กับคนที่สร้างคนอื่น ให้เป็นกำลังหลักขึ้นมาได้อีกหลายคน
หัวหน้าก็เรียนรู้ว่า ถ้าอยากได้รับการยอมรับ ต้องทำให้ทีมมีผลงานดีที่สุด
และวิธีที่แน่นอนที่สุด ก็คือเข้าไปควบคุมเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง
ถ้าองค์กรอยากมีผู้นำรุ่นต่อไปจริง ๆ ก็ต้องเริ่มมอง...
ความสามารถในการสร้างคนให้เก่งขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของผลงานหัวหน้าด้วย
ไม่ใช่มองแค่ว่า...
หัวหน้าคนนั้นเก่งแค่ไหน
ความเก่งของหัวหน้า ควรขยายความสามารถของลูกน้อง
หัวหน้าที่เก่งกว่าลูกน้องไม่ได้เป็นปัญหาครับ
ตรงกันข้าม ผมว่าการได้ทำงานกับหัวหน้าที่เก่ง เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับคนทำงาน
แต่...
ความเก่งของหัวหน้าควรเป็นสิ่งที่ช่วยขยายความสามารถของลูกน้อง
ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความสามารถของลูกน้องค่อย ๆ เล็กลงจนมองไม่เห็น
เพราะถ้าหัวหน้าไม่อยู่ แล้วทีมไม่สามารถคิด ตัดสินใจ หรือจัดการปัญหาสำคัญได้ด้วยตัวเอง
ต่อให้ทีมนี้เคยสร้างผลงานได้ดีแค่ไหน เราก็ต้องยอมรับว่า...
ความเก่งที่ทำให้งานสำเร็จ ยังคงอยู่ที่ตัวหัวหน้า
ไม่ได้ถูกส่งต่อไปถึงคนในทีมอย่างที่คิด
หัวหน้าที่เก่ง อาจทำให้ทีมมีผลงานดีได้ในวันนี้
แต่...
หัวหน้าที่ทำให้ลูกน้องเก่งขึ้น จะทำให้ทีมมีโอกาสสร้างผลงานที่ดีต่อไปได้ แม้จะไม่มีหัวหน้าคนนั้นอยู่แล้วก็ตาม
เป้าหมายของการเป็นหัวหน้า ไม่ควรเป็นการทำให้ลูกน้องต้องอยู่ใต้เงาของเราไปตลอด
แต่ควรเป็น...




