เศรษฐกิจโต 2% แต่ธุรกิจอยากโต 20% คนเดิมต้องสร้างคุณค่าได้มากขึ้น
เมื่อเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าเป้าหมายของธุรกิจหลายเท่า องค์กรอาจไม่สามารถแก้โจทย์ด้วยการเพิ่มคนเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป ความได้เปรียบในอนาคตจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมี Talent มากที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนศักยภาพของคนธรรมดาให้กลายเป็นผลงานที่ไม่ธรรมดาได้ดีที่สุด

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารและ HR ในอีกหลายปีข้างหน้า
เพราะข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ที่ออกมาตอนปลายเดือนพฤษภา ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะเติบโตประมาณ 1.5%–2.5% ขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ที่ 10%–20% หรือมากกว่านั้น
คำถามสำคัญเลยไม่ใช่ว่า...
“เศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อไหร่?”
แต่คือ...
“เราจะเติบโตเร็วกว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างไร?”
วิธีการเติบโตแบบเดิม อาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว
ในอดีต เวลาธุรกิจเติบโต วิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดคือ เพิ่มคน
มีลูกค้าเพิ่ม ก็เพิ่มคน
มี Project เพิ่ม ก็เพิ่มคน
มีงานเพิ่ม ก็เพิ่มคน
แต่โลกการทำงานในวันนี้เริ่มส่งสัญญาณชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า...
กลยุทธ์แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกแล้ว
สิ่งที่หลายองค์กรยังไม่อยากยอมรับคือ ปัญหาของเราไม่ใช่ Workforce Quantity แต่เป็น Workforce Quality
เราไม่ได้ขาดคน แต่เราขาดคนที่มีทักษะตรงกับสิ่งที่ธุรกิจกำลังต้องการ
เราไม่ได้ขาดคนทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ แต่เราขาดความสามารถในการเปลี่ยนศักยภาพของคนให้กลายเป็นผลงาน
และเราไม่ได้ขาด Talent มากอย่างที่คิด แต่เราขาดระบบที่ทำให้คนธรรมดาสร้างผลงานได้ดีขึ้น
มีคนครบ ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย
หลายองค์กรมีคนครบ โครงสร้างครบ ตำแหน่งครบ แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
สิ่งที่ขาดไม่ใช่จำนวนคน แต่คือ...
ความสามารถในการดึงศักยภาพของคนออกมาใช้
นี่คือเหตุผลที่ Productivity, Workforce Efficiency และ Middle Manager Accountability เป็นประเด็นสำคัญมากกว่าการหาคนเพิ่ม
เพราะถ้าเศรษฐกิจโตได้ 2% แต่ธุรกิจยังอยากโต 20%
วิธีเดียวที่เหลืออยู่ คือทำให้คนเดิมสร้างคุณค่าได้มากขึ้น
หลายองค์กรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาคนเก่งเข้ามาเพิ่ม แต่ใช้เวลาน้อยมากกับการดึงศักยภาพของคนที่มีอยู่ให้ออกมาใช้ให้เต็มที่
ผมเชื่อว่า หลายองค์กรไม่ได้ขาดคนเก่งอย่างที่คิด แต่มีศักยภาพจำนวนมากที่ถูกซ่อนอยู่ในทีม เพราะยังไม่มีระบบที่ดีพอ ไม่มีหัวหน้าหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีพอจะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นผลงานได้จริง
AI ไม่ได้กำลังบอกแค่ว่าเราควรลดคนกี่คน
AI ยิ่งทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้นไปอีก
หลายคนยังมองว่า AI คือเครื่องมือในการลดคน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ AI กำลังทำจริง ๆ คือ การเปิดให้เห็นว่า...
งานจำนวนมากในองค์กรไม่ได้สร้างคุณค่าอย่างที่เราคิด
รายงานบางอย่างที่ตั้งใจทำ ก็ไม่มีใครเอามาใช้จริงจัง
การประชุมจำนวนมาก ไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจดีขึ้น
ขั้นตอนการอนุมัติหลายเรื่องถูกสร้างขึ้นมาในอดีต แต่ยังคงอยู่ ทั้งที่บริบทเปลี่ยนไปหมดแล้ว
AI กำลังบังคับให้องค์กรกลับมาตั้งคำถามว่า...
งานไหนควรเป็นงานของคน?
งานไหนควรเป็นงานของเทคโนโลยี?
และงานไหนไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก?
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลยไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ...
Organization Structure
Workforce Planning
Job Design
Skill Development
และ Culture ทั้งระบบ
โลกเปลี่ยนเร็วขึ้น แต่องค์กรยังติดอยู่กับปัญหาเดิม
สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น เรายังเห็นองค์กรติดอยู่กับปัญหาเดิม
คนไม่กล้าปรับตัว
หัวหน้าไม่สามารถยกระดับทีมได้
การตัดสินใจช้า
และการทำงานยังเต็มไปด้วยขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
หลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พนักงานไม่เก่ง แต่เกิดจากองค์กรยังทำงานในรูปแบบเดิม ขณะที่โลกข้างนอกเปลี่ยนไปแล้ว
และพอเราเจอกับปัญหาประชากรเพิ่มเข้าไปอีก...
คนเกิดน้อยลง
แรงงานใหม่เข้าสู่ระบบลดลง
Talent ที่มี Future Skill หายากขึ้น
ค่าแรงสูงขึ้น
องค์กรจะยิ่งไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มคนได้เหมือนในอดีต
คำถามสำคัญที่สุดของ People Strategy
ผมเลยคิดว่า คำถามสำคัญที่สุดของ People Strategy อาจจะไม่ใช่...
“เราจะหาคนเก่งเพิ่มได้อย่างไร?”
แต่คือ...
“เราจะทำอย่างไรให้คนธรรมดาสร้างผลงานได้ดีขึ้น?”
องค์กรที่ได้เปรียบในอนาคตอาจไม่ใช่องค์กรที่มี Talent มากที่สุด
แต่อาจเป็นองค์กรที่สามารถ...
เปลี่ยนศักยภาพของคนธรรมดาให้กลายเป็น Performance ได้ดีที่สุด
และคนที่จะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนเรื่องนี้ อาจไม่ใช่ HR และอาจไม่ใช่ AI
แต่คือ...




